RSS

สถานที่ท่องเที่ยวโรแมนติกที่สุดในโลก

10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวโรแมนติกที่สุดในโลก

นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถือว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่คู่รัก จะต้องแสดงออกถึงความรักระหว่างกันและกัน การแสดงออก ในเรื่องความรัก หมายถึง การทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกประทับใจ รู้สึกดี รู้สึกผูกพัน รู้สึกว่าได้ใช้ชีวิตร่วมกัน อย่างเกิดประโยชน์มากขึ้น วิธีแสดงออกถึงความรัก ที่เป็นที่นิยมอีกสิ่งหนึ่งก็คือ การได้ใช้เวลาไปท่องเที่ยวพักผ่อนด้วยกันในสถานที่สวย ๆ เพื่อเพิ่มความโรแมนติก และกระชับสายสัมพันธ์ ให้แน่นแฟ้นมากขึ้นไปอีก
ต่อไปนี้คือ 10 อันดับสถานที่ ที่ถูกจัดว่า มีความโรแมนติกมากที่สุดในโลก ซึ่งน่าจะหาโอกาสพาคนรัก ไปเยี่ยมชม สักครั้งหนึ่งในชีวิต

ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 10. Colmar ประเทศฝรั่งเศส เมือง Colmar ถูกจัดให้เป็นเมืองที่มีความโรแมนติก เมืองหนึ่ง ของประเทศฝรั่งเศส และเป็นสถานที่ที่คู่รัก มักจะให้คำสัญญาในความรักระหว่างกันและกัน สิ่งที่น่าประทับใจในเมือง Colmar ก็คือ ไร่องุ่นจำนวนมาก เคียงคู่ไปกับอุตสาหกรรมการผลิตไวน์ชั้นเยี่ยม และบรรยากาศ ที่สวยงาม สถาปัตยกรรมของอาคารบ้านเรือนเก่าแก่ ช่วยทำให้เมือง Colmar เป็นอีกหนึ่งในสถานที่โรแมนติกในฝัน

ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 9. Paris ประเทศฝรั่งเศส เมืองปารีส มีสมญานามว่า “สวรรค์แห่งความโรแมนติก” (Heaven of Romantic) ดังที่ สถานที่แห่งนี้ เหมาะเป็นอย่างยิ่งที่คุณและคนรัก จะสารภาพ “รักนิรันดร์” ระหว่างกันและกัน สิ่งที่น่าประทับใจในเมืองปารีส อย่างเช่น พิพิธภัณฑ์ Le Louvre (พิพิธภัณฑ์ ที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมมากที่สุดในโลก) หอไอเฟล ,โรงแรม Disney Land Resort ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Centre Pompidou และสถานที่สวยงามอื่น ๆ อีกมากมาย การไปเที่ยว กับคนรักที่ปารีส หากจัดสรรเวลาให้ดีก็จะคุ้มค่ามาก และสถานที่แห่งนี้จะเก็บความโรแมนติก อยู่ในใจของคุณไปอีกนานแสนนาน

ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 8.Venice ประเทศอิตาลี หากคุณกำลังมองหาสถานที่ ที่จะเอ่ยกับคนรักว่า เขาหรือเธอ เป็นคนที่มีค่ามากที่สุดในชีวิต Venice ก็คือ คำตอบสุดท้ายสำหรับคุณ! เมือง Venice มีชื่อเสียงโด่งดังในด้าน สุดยอดสถาปัตยกรรม และยังมีหลายสถานที่โรแมนติก เช่น สะพานเก่าแก่ Ponte dei Sospiri, จตุรัส Piazza San Marco ที่ได้รับสมณานามว่า “ห้องจิตรกรรมของยุโรป” (The - drawing room of Europe) และคลองในตัวเมือง “Canale Grande” ทั้งหมดนี้จะสร้าง ความโรแมนติก ระดับหรูหรา ให้กับคนรักและตัวคุณ

ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 7. Schloss Neuschwanstein ประเทศเยอรมันนี สถานที่ที่ผสมผสาน ความสวยงามตามธรรมชาติ เข้ากับจินตนาการ และความสร้างสรรค์ของมนุษย์ ได้อย่างลงตัว เมือง SchlossNeuschwanstein มีความสวยงาม ราวกับเป็นสวรรค์บนพื้นโลก รายล้อมไปด้วยทิวทัศน์อันสวยงาม ปราสาทเก่าแก่อายุ 100 กว่าปี (สร้างปี 1899) ซึ่งเยอรมัน ได้ถูกกล่าวขานว่า เป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่มีปราสาทสวยงามที่สุดในยุโรป

ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 6. Vienna ประเทศออสเตรีย เมือง Vienna ในประเทศออสเตรีย เป็นอีกสถานที่ที่มีคู่รักจากทั่วทุกมุมของโลก แวะเวียนมาเยี่ยมชมความสวยงาม สิ่งที่ขึ้นชื่อของเมืองนี้คือ สุดยอดสถาปัตยกรรม และสุดยอดผลงานเพลง, ศิลปะ และพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก พระราชวัง Schoenbrunn, พระราชวัง Belvedere, พระราชวัง The Hofburg Imperial และพิพิธภัณฑ์นักจิตวิทยาผู้โด่งดัง Sigmund Freud

ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 5. Monte Carlo ประเทศโมนาโค เมือง Monte Carlo ยังเป็นอีกหนึ่งสถานที่โรแมนติก ที่คุณจะได้สื่อความรัก ไปยังคนรักของคุณ เมืองนี้ตั้งอยู่ที่ตีนของเทือกเขาแอลป์ และเป็น สถานที่ที่มีเรื่องราวของความรัก ก่อกำเนิดขึ้นมากมาย สิ่งที่น่าสนใจของเมือง Monte Carlo คือบ่อนคาสิโนเลื่องชื่อ (Monte Carlo Casino) พิพิธภัณธ์ทางทะเล, พิพิธภัณฑ์ประจำชาติ และพระราชวัง Prince

ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 4. Prague สาธารณรัฐเช็ก อีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ สำหรับสถานที่โรแมนติก ก็คือ เมือง Prague ของสาธารณรัฐเช็ก สถานที่แห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องอาหารอร่อย วัฒนธรรม และปราสาทเก่าแก่ ผู้คนที่มีมิตรไมตรี และสุภาพอ่อนโยน เมือง Prague เป็นสถานที่เกิดของนักดนตรีระดับโลก อย่าง Mozart และมีชื่อเสียง ในเรื่องของทางเดินอันสวยงามในเมือง ที่คู่รักสามารถใช้เวลาเดินเล่นด้วยกัน

ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 3. New York ประเทศสหรัฐอเมริกา เมือง New York เหมาะสำหรับคู่รัก ที่กำลังมองหาสถานที่ที่จะใช้ ช่วงเวลาแห่งความรัก และความโรแมนติก ในหลากหลายรูปแบบ ร้านอาหาร และร้านค้าจำนวนมาก และสถานที่น่าสนใจอื่น ๆ เช่น สถานีรถไฟ Grand Central Terminal, อนุสาวรีย์เทพีสันติภาพ และสวนหย่อมขนาดใหญ่ Central Park (มีกิจกรรมคอนเสิร์ต, มีลานสเก็ตน้ำแข็ง)

ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก
 อันดับที่ 2. Cairo ประเทศอียิปต์ เมือง Cario ก็ได้รับการกล่าวขานว่า เป็นสวรรค์บนโลกเช่นเดียวกัน (โดยเฉพาะสำหรับคู่รัก) ความงดงามและมนต์เสน่ห์ที่อยู่ในตัวเมือง คือแรงดึงดูด ให้คู่รักเดินทางมาใช้เวลาท่องเที่ยวที่นี่ด้วยกัน และปิรามิด ก็คือสิ่งที่พิเศษที่สุด ท่ามกลางความสวยงามในตัวเมือง

ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่ท่องเที่ยวโรแมนติก

  อันดับที่ 1. Mauritius Island มหาสมุทรอินเดีย สถานที่แห่งนี้ ได้รับการกล่าวขานว่า “ปลายทางสุดท้าย ที่โรแมนติกมากที่สุด” (Ultimate Romantic Destination) เกาะ Mauritius มีชื่อเสียง อย่างมาก ในหมู่คู่รักที่จะมาท่องเที่ยว หรือคู่รักที่จะมาฮันนีมูน ต้นปาล์มมากมายที่เคลื่อนที่พริ้วไหว ไปตามสายลม บรรยากาศที่สวยงามตามธรรมชาติ แนวหินปะการัง และท้องทะเลสีฟ้า เป็นส่วนหนึ่งในอีกหลาย ๆ สิ่ง ที่ทำให้สถานที่แห่งนี้สวยงามจนยากที่จะลืมเลือน





http://brightlives.th.88db.com/lifestyle/lifestyle_romantic.htm

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

การเลือกซื้อเสื้อผ้า



เทคนิคการเลือกซื้อเสื้อผ้าให้เหมาะกับรูปร่างและสีผิว

คนเรามักจะมีความชอบเสื้อผ้าที่แตกแต่งกัน และมีรูปร่าง สีผิว ที่แตกต่างกัน เสื้อผ้าที่คนอื่นใส่แล้วสวย ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะใส่ได้สวยเหมือนกัน การแต่งตัวควรเลือกจากลักษณะรูปร่างของตัวเองเป็นหลัก ควรเลือกใส่เสื้อผ้า เครื่องแต่งกายที่เหมาะกับตัวเอง นอกจากจะทำให้คุณดูดี มีรสนิยมแล้ว ยังทำให้ตัวคุณมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นด้วยคะ

การเลือกเสื้อผ้าตามสีผิว

1. คนที่ใบหน้าแดงเปล่งปลั่ง : เหมาะที่จะสวมเสื้อผ้า สีเขียวชาหรือสีเขียวแก่ ไม่เหมาะที่จะสวมใส่เสื้อสีเขียว สด มิฉะนั้นจะดูไม่ทันสมัย
2. คนที่ใบหน้าออกเหลือง : เหมาะที่จะสวมใส่เสื้อ สีน้ำเงินหรือสีฟ้า ไม่เหมาะที่จะสวมเสื้อสีน้ำเงินแก่ สีคราม สีกรมท่า มิฉะนั้นจะทำให้ใบหน้าดูเหลืองมากยิ่งขึ้น
3. คนที่มีสีหน้าอิดโรยผิดปกติ : เหมาะที่จะสวม เสื้อสีขาว เพื่อให้ดูมีสุขภาพดี ไม่เหมาะที่จะสวม เสื้อสีเทา สีม่วง จะทำให้ดูเหมือนอ่อนเพลียยิ่งขึ้น
4. คนที่มีสีผิวขาวเหลือง : เหมาะที่จะสวมเสื้อผ้าโทน สีอบอุ่นแลดูอ่อนโยน เช่น สีชมพู สีส้ม ไม่เหมาะที่จะ สวมเสื้อผ้าสีเขียวและสีเทาอ่อน มิฉะนั้นจะดูเหมือนเป็น คน “ขี้โรค”
5. คนที่มีสีผิวคล้ำ : เหมาะที่จะสวมเสื้อผ้าสีอ่อน สว่าง เช่น สีเหลืองอ่อน สีชมพูอ่อน สีขาว เป็นต้น ซึ่ง จะสะท้อนความสว่างของสีผิว
6. คนที่มีผิวไม่ละเอียด : เหมาะที่จะสวมเสื้อที่ทำจาก สิ่งทอที่มีหลากสี มีลายนูนเว้าบ้าง (เช่น ผ้าสักหลาดหยาบ เป็นต้น) ไม่เหมาะที่จะสวมเสื้อทำจากสิ่งทอสีอ่อนที่มี ลวดลายประณีต

การเลือกเสื้อผ้าตามรูปร่าง

1. เลือกเสื้อผ้าที่เหมาะกับใบหน้าของคุณ
-คนหน้ากลม ต้องไม่เลือกเสื้อคอ กลม ควรเลือกใส่เสื้อคอ V คอแบะหรือคอเปิด
-คนหน้าเหลี่ยม ควรเลือกใส่เสื้อคอ V   คอเสื้อ รูปตัว U หรือคอแบะ คอเปิด
-คนหน้ายาว ควรเลือกเสื้อคอกลมหรือคอตั้ง
2. เลือกเสื้อที่สามารถแก้จุดด้อยของคอ
-คนคอสั้น ควรเลือกเสื้อคอเปิด คอแบะหรือเสื้อคอต่ำ
-คนคอใหญ่ ควรเลือกเสื้อที่มีคอแบบจีนคอตั้งหรือคอเสื้อ ที่แคบแต่ลึก และผูกผ้าพันคอ
-คนคอยาว ควรเลือก คอปกตั้งและผ้าพันคอที่พันชิดกับคอ
3. เลือกเสื้อผ้าที่ส่งเสริมจุดเด่น หลีกเลี่ยงจุดด้อย
-คนหน้าอกใหญ่ ควรเลือกเสื้อคอเปิดหรือคอต่ำหรือเสื้อหลวมที่มีไหล่ กว้าง
-คนหน้าอกเล็ก ควรเลือก เสื้อที่มีคอเปิดเป็นแนวเล็กยาวและเสื้อลายขวาง
-คนเอวสั้น ควรเลือกเสื้อคลุมเอวสูงที่จับจีบ หรือกระโปรง อัดพีท
-คนสะโพกแคบ ควรเลือกกางเกงทรงหลวม หรือกางเกงที่จีบด้านบน   กระโปรงจีบแบบหลวม หรือเสื้อแจ๊คเก็ตตัวหลวม
-คนสะโพกใหญ่   ควรเลือก กระโปรงหรือกางเกงที่พอดีตัวและมีส่วนโค้งส่วนเว้า เสื้อ หรือเสื้อกล้ามต้องยาวคลุมสะโพก   ถ้าจะให้ดีกระโปรง   ควรมีกระดุมเล็กๆ   เป็นแถวยาวหรือรอยตะเข็บตรงกลาง
-คนที่ขาใหญ่     ควรเลือกกระโปรงที่ขอบเอว กระชับแต่ด้านล่างหลวม กางเกงที่ด้านบนมีรอยจีบหรือ ขาตรงหรือจะเลือกกางเกงขาสั้นหรือกางเกงกระโปรงก็ได้
- คนขาสั้น ควรเลือกเสื้อที่เป็นสีเดียวกันหรือเสื้อ เอวลอย
- คนไหล่กว้างมาก ลองลดความแข็งบึกของช่วงไหล่โดยใช้เสื้อคอวี เสื้อสีเข้ม หรือเสื้อแบบที่ไม่โชว์ให้เห็นกระดูกว้างๆ
- ไหล่แคบ สร้างความสมดุลทางสายตา ต่อความยาวให้ช่วงไหล่ โดยใช้เสื้อคอปาด คอกว้าง หรือเชิ้ตมีปก
- แขนใหญ่ หลีกเลี่ยงเสื้อที่มีเนื้อผ้ารัดรึงให้เห็นก้อนเนื้อยุ้ยบริเวณต้นแขน เสื้อที่ตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อแข็งก็ไม่ควร จริงๆเสื้อแขนยาวเป็นเสื้อที่เหมาะกับสาวแขนใหญ่ แต่แขนสี่ส่วนก็เก๋ แขนกิโมโนกว้างๆก็ดีกับคนแขนใหญ่นะคะ
- อกเล็ก นอกจากต้องอาศัยบราดันทรงแล้ว เสื้อผ้าหรือแจ็กเก็ตสูทแบบมีกระเป๋าปะบริเวณอกก็ช่วยคุณได้ เสื้อแบบที่เรียกว่า Halter Neck หรือเสื้อที่มีสายผูกหรือแขวนที่คอ เส้นสายของวงแขนเว้าจากคอลงมา โชว์แขนโชว์ไหล่ เบี่ยงเบนความสนใจไปจากหน้าอก นับเป็นแบบที่ดีมากสำหรับคนอกเล็กคะ หรือว่าจะใช้เทคนิคมีผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ก็ได้
- หน้าอกใหญ่เกินไป  เลือกเสื้อท่อนบนสีเข้ม และเล่นเฉดให้เสื้อผ้าท่อนล่างสีอ่อนกว่าท่อนบน ทั้งนี้ทั้งนั้น ผ้าที่ใช้ควรเป็นผ้านิ่มพลิ้วมีน้ำหนัก ไม่ควรเลือกเสื้อที่มีทรงเป็นโครงดูแข็ง ใช้เสื้อคอวีจะดูดีกว่า

เทคนิคเล็กๆน้อยๆสำหรับสาวเจ้าเนื้อ ในการเลือกเสื้อผ้า

สาวเจ้าเนื้อก็สามารถสวยได้นะคะ ถ้าเลือกเสื้อผ้าที่เหมาะกับตัวเอง ซึ่งมีเทคนิคง่ายๆ ดังนี้คะ
- ควรเลือกใส่เสื้อผ้าสีเข้ม จะทำให้ดูผอมเพรียวกว่าเดิม
- ผ้าเนื้อมันจะช่วยเน้นสัดส่วน หากไม่อยากให้ไขมันส่วนเกินออกมาปรากฏโฉม ก็ให้หลืกเลี่ยวเสื้อผ้าแบบนี้
- กระโปรงแซคที่เหมาะสม ควรจะเป็นทรงเอ หรือเอไลน์ จะช่วยพรางสะโพกได้
- กระโปรงทรงเอยาวเหนือเข่า จะช่วยพรางความอวบของช่วงขา
- สวมใส่เสื้อผ้าสีเดียวกันทั้งชิ้น ดีหว่าหลากสี
- คาดเข็มขัดเส้นเล็กต่ำ ๆ ใต้สะโพกจะช่วยหลบพุง
- เสื้อสูทกับรองเท้าส้นสูงช่วยให้ดูเรียว
- ผ้าเนื้อหาบอกลาไปซะ หันมาหาผ้าเนื้อบางเบาและทิ้งตัว
- เสื้อผ้าระบายฟูฟ่อง หรือลูกไม้ย้อยระย้า ม้นจะต้องตาแค่ไหน ก็อย่างไปซื้อมาใส่
- สีโทนพาสเทลหวาน ๆ ก็ไม่เหมาะกับสาวเจ้าเนื้อเหมือนกัน แต่หากอดใจไม่ไหว ให้เลือกใส่ส่วนใดส่วนหนึ่ง อย่าใส่ทั้งชุด
- กางเกงที่มีกระเป๋าเต็มไปหมด ก็ไม่ควรใส่ เพราะจะทำให้ดูตัวพองขึ้นมามากกว่าเดิมhttp://www.kroobannok.com/blog/30261

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ขนมถ้วยฟู





วิธีทำขนมถ้วยฟู







ขนมถ้วยฟู

ส่วนผสม
แป้งข้าวเจ้า3 1/2     ถ้วยตวง
น้ำลอยดอกมะลิ2     ถ้วยตวง
น้ำตาลทรายขาว1 1/2     ถ้วยตวง
ยีสต์ผง2     ช้อนชา
ผงฟู4     ช้อนชา
วิธีทำ
1.  ร่อนแป้งข้าวเจ้ากับยีสต์รวมกัน แล้วค่อยๆ ใส่น้ำลอยดอกมะลิทีละน้อยๆ นวดจนแป้งนุ่ม แล้วใส่น้ำตาลทรายลงในแป้ง  นวดต่อจนน้ำตาลทรายละลายหมด หลังจากนั้นค่อยๆ ใส่น้ำลอยดอกมะลิในส่วนผสมแป้งทั้งหมด
2.  หมักส่วนผสมแป้งไว้ประมาณ 3 ชม.
3.  เตรียมลังถึง ตั้งน้ำให้เดือด นึ่งถ้วยให้ร้อนจัด  ตักส่วนผสมแป้งที่หมักไว้ 1 ถ้วยตวง ใส่ผงฟู 1/2 ช้อนชา ผสมให้เข้ากัน หยอดลงในถ้วยให้เต็ม  นึ่งไฟแรงประมาณ 15 นาที ทิ้งให้ขนมอุ่นๆ จึงแคะออกจากถ้วย
http://knowledge.eduzones.com/knowledge-2-14-29335.html

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ

การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ


การออกกำลังกายไม่ได้หมายถึงการต้องไปแข่งขันกีฬากับผู้อื่น แต่การออกกำลังกายเป็นการแข่งขันกับตัวเอง หลายคนก่อนจะออกกำลังกายมักจะอ้างเหตุผลของการไม่ออกกำลังกาย เช่น ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ปัญหาเกี่ยวกับอากาศ ทั้งหมดเป็นข้ออ้างที่จะไม่ออกกำลังกาย แต่ลืมไปว่าการออกกำลังกายอาจจะให้ผลดีมากกว่าสิ่งที่เขาเสียไป

โรคที่มากับคนที่ไม่ออกกำลังกาย



  • กลุ่มโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจขาดเลือด
  • โรคอ้วน
  • โรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูง
  • โรคเครียด
  • โรคภูมิแพ้
  • โรคปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • โรคมะเร็ง

การเริ่มต้นออกกำลังกาย


หลายท่านไม่เคยออกกำลังมาก่อนเมื่อเริ่มออกกำลังอาจจะทำให้เหนื่อยง่าย วิธีที่ดีที่สุดของการเริ่มต้นออกกำลังกาย คือให้เริ่มออกกำลังกายจากกิจวัตรประจำวัน เช่น


  • ใช้การเดินหรือขี่จักรยานเมื่อไปที่ไม่ไกล
  • หยุดใช้รถหนึ่งวันแล้วใช้การเดินไปทำงานสำหรับผู้ที่บ้านและที่ทำงานไม่ไกล
  • ใช้บันไดแทนการขึ้นลิฟต์หรือบันไดเลื่อน
  • ขี่จักรยานรอบหมู่บ้าน
  • ทำงานบ้าน เช่นทำสวน ล้างรถ ถูบ้าน
  • ขึ้นบันไดหลายขั้น
  • ขุดดินทำสวนนานขึ้น

จะรู้ได้อย่างไรว่าออกกำลังกายมากเกินไป



  • หัวใจเต้นเร็วมากจนรู้สึกเหนื่อย
  • หายใจเหนื่อยจนพูดไม่เป็นประโยค
  • เหนื่อยจนเป็นลม
  • ไม่มีอาการปวดข้อหลังออกกำลังกาย

ประโยชน์ของการออกกำลังกาย



  • ผู้ที่ไม่ออกกำลังกายจะมีโอกาศเป็นความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น 35%
  • การออกกำลังจะช่วยเพิ่มอายุ 1-1.5ปี
  • อัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองลดลงเมื่ออกกำลังกายเพิ่มขึ้น
  • ลดระดับความดันโลหิต ลดการเต้นของหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานน้อยลง
  • การออกกำลังกายจะลดการเกิดโรคมะเร็งได้ร้อยละ 46
  • สำหรับผู้สูงอายุทุก 1 ไมล์ที่เดินจะลดอุบัติการเสียชีวิตลงร้อยละ 19
  • การออกกกำลังอย่างสม่ำเสมอ(อายุ 45-84)จะลดการเสียชีวิตร้อยละ 18

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

Albert Einstein


ประวัติอัลเบิร์ท ไอน์สไตน์ 




อัลเบิร์ท ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)เป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก เขาเกิดมาในครอบครัวชาวยิวในเยอรมัน เมื่อปี ค.ศ.1879 ในวัยเด็ก เขาไม่ชอบไปโรงเรียน แต่เขาศึกษาวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่บ้าน
เขาได้ไปศึกษาในวิทยาลัยที่ซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในด้านฟิสิกส์ในปี 1905 เขาได้ตีพิมพ์ทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับธรรมชาติของจักรวาล ทฤษฎีพิเศษว่าด้วยความสัมพันธ์ ทฤษฎีดังกล่าวอธิบายว่าสสาร พลังงาน และเวลาสัมพันธ์กันอย่างไร ทฤษฎีสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้ไอน์สไตน์มีชื่อเสียงก้องโลก และในปี 1921 เขาก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ไอน์สไตน์ เสียชีวิตในปี ค.ศ.1955

อัตเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) เกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2422 ที่เมืองโฮล์ม ทางภาคใต้ของเยอรมัน บิดาของเขาเปิดร้านค้าขายเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับเครื่องยนต์กลไก เมื่อปี พ.ศ. 2423 บิดาของเขาได้ย้ายบ้านไปอยู่ที่มิวนิค ซึ่งเป็นเมืองสำคัญทางภาคใต้ของเยอรมัน อัลเบิร์ต เป็นเด็กที่เคร่งขรึมเหมือนมารดา หัวเราะยาก เขาไม่ชอบการเล่นทหารที่สุด เขาเกลียดทหารมากแต่รักความอ่อนโยนและต้องการเหตุผล เมื่อเด็กๆ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ไม่ชอบการเรียนหนังสือ เพราะครูบังคับให้เขาท่องจำต่าง ๆ เขาต้องการเหตุผลว่าเหตุใดจึงต้องทำในทุกกรณี ดังนั้นเมื่อครูไม่ให้คำตอบ อัลเบิร์ตจึงเบื่อหน่ายในการเรียน อัลเบิร์ตเป็นคนยิว วันหนึ่งเมื่อครูสอนศาสนาได้นำตะปูมาสองตัว และบอกว่าตะปูนี้และที่ชาวยิวได้ใช้ตรึงพระเยซู ตั้งแต่นั้นเพื่อน ๆ พากันชิงชังอัลเบิร์ต ไม่ยอมคบหาสมาคมด้วย ต่อมาอัลเบิร์ต จึงไปเข้าโรงเรียนมัธยมศึกษามูนิคยิมนัสเซียม แต่เขาก็ต้องผิดหวังเพราะที่โรงเรียนแห่งนี้เป็นการสอบแบบเก่า

ท่องจำในสิ่งที่ไม่เข้าใจราวกับนกแก้วนกขุนทองมีระเบียบวินัยเคร่งครัดจนเกินไป อัลเบิร์ตปรารถนาที่จะได้ถามคำถาม และต้องการคำตอบที่ชอบด้วยเหตุผล เขาอยากให้นักเรียนได้แสดงทัศนะความคิดเห็นของตนเองต้องการฟังเรื่องราวที่น่าสนใจเขาชอบถกปัญหาต่าง ๆ ที่ได้ไตร่ตรองคิด นอกจากนั้นเขายังต้องการหาความรู้เพื่อเข้าใจชีวิตอย่างถูกต้อง ทางสู่วิทยาศาสตร์ของอัลเบิร์ตเริ่มต้นเมื่อเห็นเพื่อนบ้านชาวรุสเซียให้เขายืมหนังสือชุด "วิทยาศาสตร์ว่าด้วยเรื่องธรรมชาติ" (Euclid) 12 > อัลเบิร์ต สนใจวิชาคณิตศาสตร์มาก เขานำหน้าเพื่อนร่วมชั้นไปได้ไกล แต่วิชาอื่นเขาได้อันดับสุดท้าย ต่อมาบิดาของเขาต้องปิดโรงงานนั้นเสียเพราะขาดทุนและย้ายไปอยู่ที่มิลาน อิตาลี อัลเบิร์ตได้ตามไปด้วย และภายหลังเขาก็ย้ายต่อไปเมืองน่าเวีย อัลเบิร์ตสอบเข้ามหาวิทยาลัยโปลิเทคนิคในสวิตเซอร์แลนด์ เขาสอบตกทุกวิชา แต่ได้เกียรตินิยมทางคณิตศาสตร์ ครูใหญ่ของโปลิเทคนิคจึงแนะนำให้ไปเรียนที่โรงเรียนอาเทแคนโทแนล ที่นั่นเป็นโรงเรียนที่ดีมาก นักเรียนทุกคนได้รับอิสระเสรีในการเรียน อัลเบิร์ตเข้ากับเพื่อนๆ ได้ดี เมื่อเขาสอบได้ประกาศนียบัตรก็สามารถเรียนต่อในโปลิเทคนิคได้ ฐานะของบิดาของอัลเบิร์ตค่อนข้างยากจน ดังนั้นอัลเบิร์ตจึงใช้จ่ายเงินอย่างประหยัดเขาจำเป็นต้องอยู่ที่ห้องเช่าหรูหราราคาแพง เพราะในซูริคในสมัยนั้นไม่มีห้องเช่าราคาถูก ๆ เลย อัลเบิร์ตต้องรับประทานอาหารมื้อเดียวเพื่อเก็บเงินไว้ซื้อหนังสือ เมื่ออัลเบิร์ตเรียนจบได้ทำงานเป็นครูของเด็กสองคนชื่อหลุยส์และริลลี่ซาฟาฟาเซนบนฝั่งแม่น้ำไรน์ แต่ต่อมาเขาถูกไล่ออกเพราะไปสอนคณิตศาสตร์ชั้นสูงให้กับเด็กและในสมัยนั้นมีการกีดกันเชื้อชาติในสวิส อัลเบิร์ต ได้เข้าทำงานในบริษัทของนายฮอลเลอร์ที่กรุงเบิร์น และหลังจากนั้นเขาก็ได้สมรถกับมิเลวา มริทา (มารี) ชาวฮังการี (บางฉบับว่าเปอร์เซีย) ซึ่งชอบพอกันมาแต่สมัยเรียนในโปลิเทคนิค อัลเบิร์ต ได้ประดิษฐ์เครื่องมือการบันทึกการวัดกระแสไฟฟ้าเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งและระหว่างนั้นเขาได้จัดตั้งกลุ่มก้าวหน้าขึ้น เพื่อนสนิทของเขา คือ ไมเคิล เบสโซ เป็นคนแรกที่ได้ยินทฤษฎีแห่งความสัมพัทธ์ (Theory of Relativity) ซึ่งจัดพิมพ์ใน พ.ศ. 2448

ทฤษฎีนี้ได้อธิบายไว้อย่างละเอียดแต่มีผู้คนที่เข้าใจในทฤษฎีนี้น้อยมากแม้แต่อัลเบิร์ตเองก็กล่าวว่ามีบุคคลที่มีชีวิตอยู่เพียง 12 คนเท่านั้นที่เข้าใจในทฤษฎีของเขาแม้จะมีหนังสือกว่า 900 เล่ม ได้เขียนขึ้นเพื่อพยายามอธิบายว่าทฤษฎีนี้คืออะไร อัลเบิร์ตเองก็เคยอธิบายเรื่องความสัมพัทธ์อย่างง่าย ๆ ว่าเมื่อท่านนั่งอยู่กับสุภาพสตรีที่มีเสน่ห์น่ารัก และคุยกันอย่างสนุกสนานในเวลา 1 ชม. ท่านจะคิดว่าเวลาผ่านไปเพียง 1 วินาที แต่ท่านนั่งลงบนเตาไฟร้อน ๆ เพียง 1 นาที ท่านจะคิดว่าเป็น 1 ชม. นี่แหละคือความสัมพัทธ์ หลังจากนั้น ชื่อเสียงของชาวยิวผู้นี้ก็เลื่องลือไปไกลจนเขาได้เข้าประชุมวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่เมืองซาลซาบูร์กสวิสเซอร์แลนด์ และในเวลาต่อ ๆ มา อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ก็เริ่มได้ตำแหน่งดี ๆ ทางมหาวิทยาลัยและระหว่างนั้นเขา

ต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องผิวมีคนกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้นำของคนชาวยิว เมื่ออัลเบิร์ตได้รับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการของ Kaiser Wilhem Physical Institute ในกรุงเบอร์ลิน มิเลว่าไม่ปรารถนาจะอยู่ในเยอรมัน ก็ยื่นคำขาดว่าเธอจะไม่ไปเบอร์ลินทั้งสองคนทะเลาะกันระหองระแหงตลอดมา ในที่สุด พ.ศ. 2457 อัลเบิร์ตก็หย่าขาดจากมิเลว่า เขามีลูกชายกับเธอชื่อ เอ็ดดวด พ.ศ. 2457 เขาแต่งงานกับญาติชื่อ เอลซ่า ไอน์สไตน์ ซึ่งเป็นปีที่เกิดสงครามโลกนั่นเอง เมื่อสงครามสงบเขาได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกา ในขณะนั้นคนเยอรมันก็เกลียดชังคนยิวมาก พวกยิวถูกลงโทษว่าทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ แม้แต่อัลเบิร์ตก็โดนทั้งๆ ที่ความมีสติปัญญาทางวิทยาศาสตร์ของเขาเป็นสิ่งที่ช่วยเขยิบฐานะของชาวเยอรมันให้สูงขึ้นในสายตาของคนชาติอื่นๆ ในปี พ.ศ. 2464 สถาบันวิชาการของสวีเดนได้มอบรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ให้กับอัลเบิร์ต ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติสูงสุดแห่งวิทยาศาสตร์นานาชาติ พ.ศ. 2475 ฮินเดนเบอร์กได้ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี และตั้งอดอฟฮิตเล่อร์เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดอัลเบิร์ตทราบว่าฮิตเล่อร์เกลียดชาวยิวเอามาก เขาจึงย้ายไปเบลเยี่ยมและต่อจากนั้นก็ย้ายไปเป็นศาสตราจารย์ในทางคณิตศาสตร์ที่ Institite of Advance Studios ในมหาวิทยาลัย Princeton มลรัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2479 ภรรยาของเขาถึงแก่กรรม ทำให้อัลเบิร์ตเศร้าโศกมาก เมื่อสงครามโลกอุบัติขึ้น หลังจากการที่ประชุมนักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย อัลเบิร์ตได้ตัดสินใจเขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รุสเวลท์ ว่าทางสหรัฐฯ ควรจะเร่งสร้างระเบิดปรมาณูได้แล้ว ในสมัยนั้นเป็นก้าวแรกที่ใช้วิทยาศาสตร์เข้าช่วยการทำสงครามอับเบิร์ตทราบดีว่าเยอรมันก้าวหน้านำสหรัฐฯ ไปมากในความรู้ด้านนี้ ไอน์สไตน์ นีลบอห์ และนักวิทยาศาสตร์อื่นๆ ได้มาพบปะกันและเริ่มค้นคว้าต่อไปในเรื่องนี้ นักวิทยาศาตร์ ชื่อเอริโก เฟอร์มมิได้ชักชวนให้นักวิทยาศาาสตร์อื่น ๆ ใช้ปรมาณูแบบปฏิกิริยาลูกโซ่อีกด้วย ได้มีการทดลองกันอย่างลับ ๆ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1945 ที่ฐานทัพอากาศอลาโมกอร์โด มลรัฐนิวแมกซิโกต่อมาในวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 เครื่องบินทิ้งระเบิด B. 29 ของสหรัฐฯ ก็ได้ทิ้งระเบิดลูกหนึ่งชื่อ "ไอ้อ้วน" ลงไปที่เมืองฮิโรชิมาซึ่งเมื่อระเบิดเกิดควันเป็นรูปดอกเห็ดพุ่งขึ้นสูงถึง 8 ไมล์ จากลูกระเบิดปรมาณูนี้เอง ได้ยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้เร็วขึ้น เมื่อสงครามเลิก อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ก็ลงนามในสัญญาที่ขอให้ยุติการใช้ระเบิดปรมาณุและให้หันมาใช้ปรมาณูเพื่อสันติแทน เขาเขียนในสัญญาว่า "แน่นอนเราทุกคนมีความคิด ความรู้สึกไม่เหมือนกันแต่เราก็มีฐานะเป็นมนุษย์เช่นกัน เราควรจดจำไว้เสมอว่าถ้าการเกี่ยวข้องระหว่างตะวันออกกับตะวันตกถูกตัดสินออกมาในรูปการณ์ใดก็ตามอันจะนำมาซึ่งความพึงพอใจมาสู่ทั้งสองฝ่ายไม่ว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์ หรือต่อต้านคอมมิวนิสต์(โลกเสรี)ก็ตาม ผลแห่งการตัดสินใจไม่ควรออกมาในรูปของสงคราม" บั้นปลายของชีวิตนั้น อัลเบิร์ตสนใจกับงานทางวิทยาศาสตร์และการเล่นไวโอลินซึ่งเขามีฝีมืออยู่บ้าง ระหว่างปี พ.ศ. 2495 ชาวยิวได้เลือกให้ไอน์สไตน์เป็นประธานาธิบดีของปาเลสไตน์ (อิสราเอล) แต่อัลเบิร์ตปฏิเสธ โดยกล่าวว่าเขาไม่มีความรู้ทางการปกครองเลย อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2498 พิธิฝังศพของเขาเป็นไปอย่างเงียบสบงตามความปรารถนาของเขาน้อยคนนักที่จะไม่หลงระเริงไปกับความมีชื่อเสียงของตนเอง แต่อัลเบิร์ท ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) กลับเลือกที่จะใช้ชีวิตสงบสุข เขาปฏิเสธอำนาจที่หลายคนหยิบยื่นให้ เลือกความอ่อนโยน เกลียดสงครามและที่สำคัญอัลเบิร์ท ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)ยังยกย่องพระพุทธศาสนาอีกด้วย เขาไม่เก่งคณิตและสอบเขามหาลัยไม่ได้ถึง2ครั้ง เเต่นั่นไม่สำคัญเท่า เขาเลือกจิตนาการ เลือกการเรียนรู้มิใช่เล่าเรียน กล้าคิด กล้าทำ อยู่อย่างพอดี อัลเบิร์ท ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)คือพระเจ้าในใจเรา เขากล้าที่จะลบล้างความเชื่องมงายและบอกกับทุกคนว่าศาสนาพุทธคือแก่นแท้ที่เข้าใจชีวิตมนุษย์อย่างแท้จริง 

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

แซนวิชทูน่า

การทำแซนวิชทูน่า


ส่วนผสมหลักแซนวิชทูน่า (Tuna Sandwich)

  • ทูน่า 1 กระป๋อง
  • เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
  • พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา
  • น้ำสลัด 4 ช้อนโต๊ะ
  • หอมแดงสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
  • มะกอกสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกหวานสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  • แครอทสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  • ไข่กุ้ง หากต้องการ
  • ขนมปังครัวซอง หรือขนมปังชนิดต่างๆ ตามชอบ

วิธีทำแซนวิชทูน่า (Tuna Sandwich)

  1. นำทูน่าที่เอาน้ำในกระป๋องออกแล้ว ใส่ลงโถปั่น พร้อม เกลือ พริกไท และ น้ำสลัด
  2. ปั่นด้วยความเร็วสูงสุด จนส่วนผสมทุกอย่างเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน และฟูจนเป็นมูส
  3. นำมูสทูน่า ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากับแครอทสับ พริกหวานสับ หอมแดงสับ แครอทสับ และไข่กุ้ง
  4. ตักใส่ภาชนะ และไว้ปาดบนขนมปังเป็นไส้แซนวิช

เคล็ดลับแซนวิชทูน่า (Tuna Sandwich)

ขนมปังที่จะมาใช้ทำแซนวิช ถ้าเลือกใช้ขนมปังแผ่นก่อนจะนำมาทำก็ให้ทาเนยแล้วย่างบนกะทะให้พอเหลืองทั้งสองด้าน หรือจะนำเข้าเตาอบก็ได้ค่ะ ถ้าใช้ขนมปังครัวซองให้นำไปอุ่นซักนิดให้เนื้อขนมปังพออุ่นๆ หรือถ้าชอบทานเย็นๆก็ไม่ต้องอุ่นค่ะ ใช้มีดผ่าตรงกลางแต่ไม่ต้องผ่าให้ขาดนะคะ แล้วทาไส้ทูน่าที่ทำไว้ลงไปโรยด้วยไข่กุ้งนิดหน่อย หรือถ้าจะใช้ขนมปังแพ ก็ให้ผ่ากลางแต่ไม่ต้องถึงกับขาดเหมือนกันค่ะ ทาไส้ทูน่าลงไป โรยด้วยซีสขูด นำเข้าเตาอบแป๊ปนึง ก็จะได้                 แซนวิชทูน่ากับชีสเยิ้มหอมๆ



ที่มา : http://www.tinyzone.tv/FoodMenuDetail.aspx?ctpostid=3706


  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

วัดอนาลโยทิพยาราม


วัดอนาลโยทิพยาราม


ชมวัดอนาลโยทิพยาราม วัดงามเมืองพะเยาบนดอยบุษราคัม

                                                
เมื่อนึกถึงจังหวัดพะเยาผมคิดว่าหลายคนคงไม่ค่อยได้มาเที่ยวที่จังหวัดพะเยาซะเท่าไหร่ ส่วนมากจะเป็นทางผ่านไปเชียงรายซะมากกว่า พะเยาเป็นจังหวัดเงียบๆที่น่าอยู่ น่าไปเที่ยวอีกจังหวัดนึงเลย พูดแบบนี้คงพอจะเดาได้แล้วใช่ไหมครับว่าวันนี้ผมจะพาไปเที่ยวที่ไหน จะพาไปเที่ยว วัดอนาลโยทิพยาราม หรือเรียกสั้นๆว่า วัดอนาลโย
                                                
วัดอนาลโยเป็นวัดที่อยู่บน ดอยบุษราคัม จังหวัดพะเยา การเดินทางก็สามารถขับรถเก๋งหรือมอเตอร์ไซด์ไปได้ครับ ถนนดี ทางขึ้นไม่ชัน ผมเองก็ไปด้วยเจ้า Vios วิ่งจากเชียงรายลงมา แต่จำทางไม่ค่อยได้เนื่องจากน้าคอยบอกทางให้
เมื่อถึงวัดจะมีลานให้จอดรถ จอดเสร็จมีเด็กหนุ่มมาเก็บเงินค่าจอดรถ 20 บาท ดูแล้วก็งงๆ จะว่าเจ้าหน้าที่ก็ไม่ใช่ ดูยังเด็กอยู่ แต่ถ้าเงินค่าจอดรถเป็นรายได้เข้าวัดผมก็ยินดีครับ แต่ถ้าจะเข้ากระเป๋าใครคนใดคนหนึ่งก็เสียดายเงิน ก็ว่าไปเรื่อยละครับถึงบ่นก็จ่าย
          
มาถึงทางขึ้นวัดกันจะเป็นบันไดยาวหลายขั้นเลย ถ้าให้เปรียบเทียบกับวัดพระธาตุดอยสุเทพผมว่าวัดอนาลโยหลายขั้นมากกว่า จริงๆแล้วมีทางขึ้นสำหรับรถยนต์ด้วย แต่ค่อนข้างชัน ถ้ามีคนสูงอายุมาด้วยก็นั่งรถสองแถวขึ้นมาข้างบนวัด
พอเดินขึ้นบันไดมาเรื่อยๆจะเห็นวิวด้านล่างสวย ลองสังเกตุดูรูปปั้น พระพุทธรูปที่นี่จะเป็นแนวศิลปะสุโขทัยดูแล้วคล้ายๆวัดเก่า แต่จากการศึกษาประวัติของวัด วัดเริ่มสร้างขึ้นเมื่อปี 2525 ก็มีอายุ 27 ปีได้
 
เมื่อขึ้นถึงตัววัดก็เหนื่อยใช้ได้เลย เห็นเค้ามุงอะไรกันเลยเข้ามาดูซักหน่อย วงที่เห็นในรูปจะแบ่งเป็นปีเกิด เค้าบอกว่าให้อธิษฐานแล้วเอาเหรียญมาตั้งในปีที่ตัวเองเกิด ถ้าตั้งได้จะมีความเชื่อว่าคำอธิษฐานนั้นจะเป็นจริง แนะนำว่าเหรียญใหญ่ตั้งง่ายกว่าเหรียญเล็ก
เล่าถึงประวัติของวัดอนาลโยไว้ประดับความรู้ซักเล็กน้อย
วัดอนาลโย ดอยบุษราคัม ตั้งอยู่ที่ ม.สันป่าบง ต.สันป่าม่วง อ.เมือง จ.พะเยา มีพื้นที่ทั้งหมด 2500 ไร่ ได้เริ่มก่อสร้างโดย พระอาจารย์ไพบูลย์ สุมังคโล ขณะท่านอยู่วัดรัตนวนาราม ท่านเห็นแสงของทรายทองอยู่อีกฟากหนึ่งของกว๊านพะเยาซึ่งเป็นดอยบุษราคัมนั่นเอง หลังจากนั้นก็ได้สร้างเป็นที่พักปฏิบัติธรรม และสร้างสิ่งต่างเพิ่มขึ้นมา
แต่ต่อมาก็มีปัญหาสำคัญคือการขาดแคลนน้ำ ต่อมาท่านพระอาจารย์ไพบูลย์ได้รับอาราธนานิมนต์ไปเจริญพระพุทธมนต์ ณ พระบรมมหาราชวัง ในหลวงท่านได้ให้กรมชลประทานเข้าช่วยเหลือ กรมชลประทานได้สร้างอ่างเก็บน้ำแม่ต๋อมและอ่างเก็บน้ำห้วยทับช้าง เผื่อไว้ใช้ในสำนักสงฆ์และให้ชาวบ้านในระแวกนั้นได้ใช้ ซึ่งนับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมเป็นที่สุด
ในวันที่ 20 มกราคม 2530 กระทรวงศึกษาธิดารและมหาเถรสมาคมได้อนาญาตให้เป็นวัดโดยสมบูรณ์
เมื่อขึ้นมาถึงวัดแล้วไม่จบแค่นั้นนะครับวัดมีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง ผมจะพาไปชมภายในวัด
                                          
                                                                     รูปปั้นน้ำพุเล็กๆ
                                                 
                                                               พระพุทธรูปปางนาคปรก
                                                 
                                                              พระพุทธรูปขนาดใหญ่
                                  
                              
                                                                  เข้าไปข้างในศาลากัน
                                        
เมื่อมองออกมาจากระเบียงศาลาข้างบนจะเห็นวิวสวยๆแบบนี้ ที่เห็นลิบๆสุดสายตานั่นคือ กว๊านพะเยาครับ เสียดายช่วงนี้แล้งไปหน่อยเลยไม่เห็นนาเป็นสีเขียว ตรงนี้วิวสวยและลมเย็นมากเลย เดินมาเหนื่อยๆอย่าลืมมารับลม ชมวิวตรงนี้
                                                   ออกจากศาลาไปเข้าชมหอพระแก้วมรกตจำลอง
                                            
                                                     พระแก้วมรกตจำลองในกระจกทำด้วยทองคำ
               
หลังจากเราเดินจนทั่วทั่งวัด ได้เห็นถึงความสวยงามของวัดและวิวเมืองพะเยา วันนี้ต้องเปลี่ยนความคิด จังหวัดพะเยาก็มีของดีอยู่หลายอย่าง ไม่ใช่แต่ทางผ่านไปเที่ยวเชียงรายอีกต่อไปแล้ว ทริปหน้าถ้าเป็นไปได้ผมตั้งใจว่าอยากไปภูลังกาที่พะเยาจัง ชักหลงรักพะเยาแล้ว 
การเดินทางทางโดยรถยนต์ส่วนตัว
  • ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 มุ่งหน้าไปทางแม่สาย-เชียงราย เลยจากตัวเมืองพะเยา(กว๊านพะเยา)ไปประมาณ 20 เมตร เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 1127-1193 อีก 9 กิโลเมตร
ที่มา : http://www.folktravel.com/archive/wat-ananlayo-09.html

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS